กำเนิดของสิ่งมีชีวิต (Origin of Life)

ในปัจจุบันยังไม่ทราบว่าสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกเกิดขึ้นมาในโลกได้อย่างไร ดังนั้นจึงมีผู้ตั้งสมมติฐานไว้หลายอย่างคือ
1. SPONTANEOUS GENERATION เป็นสมมติฐานที่เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต นักปราชญ์สมัยก่อนเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเกิดมาจากดินและน้ำ อาริสโตเติล ปราชญ์ชาวกรีกกล่าวว่า ปลาส่วนมากเจริญจากไข่และปลาบางชนิดเจริญมาจากโคลนและทราย แมลงบางพวกเกิดมาจากสิ่งไร้ชีวิต บางชนิดเกิดจากน้ำค้างบนใบหญ้าหรือของเน่าเสียต่าง 
แวน เฮลมองต์ ชาวเบลเยี่ยม เชื่อว่าเหงื่อไคลของมนุษย์ จะต้องมีสิ่งที่ให้กำเนิดชีวิตได้ เขาได้ทำการทดลองเอาเสื้อที่ใช้แล้ว และข้าวสาลีหมักไว้ในภาชนะเป็นเวลาหลายวันปรากฏว่ามีหนูเกิดขึ้น
ฟรานเซลล์โก เรดิ ชาวอิตาลี ทดลองเอาเนื้อใส่ภาชนะ เอาผ้ากรองปิดแล้วทิ้งให้เน่าปรากฏว่าไม่มีหนอนเกิดขึ้นในเนื้อเน่าเลย แต่บนผ้ากรองมีแมลงมาวางไข่ จากไข่กลายเป็นหนอน แต่ผลการทดลองไม่มีผู้ยอมรับ
นีดแฮม ชาวอังกฤษ ทดลองต้มเนื้อในภาชนะที่ปิดสนิท แล้วทิ้งให้เน่าเมื่อนำมาตรวจดู ก็พบจุลินทรีย์
สปอลลานซานิ ชาวอิตาลี คัดค้านความคิดของนีดแฮม และได้ทดลองต้มเนื้อเป็นเวลานาน และใช้อุณหภูมิสูงจึงพบว่าไม่มีจุลินทรีย์เกิดขึ้น
หลุยส์ พาสเตอร์ ชาวฝรั่งเศส พิสูจน์ว่าสิ่งมีชีวิตเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิตไม่ได้และมีจุลินทรีย์ปะปนอยู่ทั่วไปในอากาศ เขาจึงต้องหาวิธีป้องกันจุลินทรีย์โดยสร้างภาชนะพิเศษที่มีรูเปิดเล็ก และงอเป็นรูปตัว ก่อนจะใช้จะต้องสูบอากาศออกให้หมด แล้วต้มน้ำส่าเหล้าในภาชนะนี้เป็นเวลานาน เมื่อนำน้ำนี้มาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ก็ไม่พบจุลินทรีย์อยู่เลย จึงทำให้สมมติฐานที่ว่าสิ่งมีชีวิตเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต หมดความเชื่อถือไป
2. SPECIAL CREATION เป็นสมมติฐานที่เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตควรจะเกิดพร้อมกับโลกในรูปต่าง  กัน ความเชื่อนี้ตรงกับความเชื่อทางศาสนา บางศาสนาที่ว่าโลกถูกสร้างขึ้นในเวลาวัน พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นผู้หญิงเกิดจากโครงกระดูกของชาย
3. COSMOZOA สมมติฐานนี้กล่าวว่าในจักรวาลมีสิ่งมีชีวิตอยู่แล้ว และสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นถูกส่งมายังโลก นักฟิสิกส์เคยตรวจพบสปอร์บนอุกกาบาต ทำให้สรุปไม่ได้ว่าสปอร์ที่พบนี้มาจากโลกอื่น หรือเป็นสปอร์ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก
4. CHEMOSYNTHETIC นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อ โอพาริน (A.I. OPARIN) ได้เสนอความคิดพอสรุปได้ว่า สิ่งมีชีวิตจะต้องเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยขบวนการทางชีวเคมีโดยเริ่มจากโลกสมัยนั้นมีสภาวะพอเหมาะมีแก็สต่าง  แล้วเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติขึ้น ทำให้เกิดเป็นโมเลกุลของอินทรีย์สารขึ้นมา ต่อมากลายเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ แล้วรวมตัวกันมีลักษณะคล้ายเซลล์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ขึ้น เป็นเวลานานหลายล้านปี ปัจจุบันเป็นสมมติฐานที่มีคนยอมรับกันมากที่สุด

แนวคิดวิวัฒนาการ
วิวัฒนาการ (EVOLUTION) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงในทางชีววิทยาจากสิ่งที่ง่าย  ไปสู่สิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องเปลี่ยน ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลานาน
วิวัฒนาการทางเคม นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ครั้งแรกโลกเป็นหมอกเพลิงที่หลุดออกมาจากดวงอาทิตย์ต่อมาเปลือกโลกค่อย  เย็นตัวลง พร้อม  กับการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีตลอดเวลา ครั้งแรกยังไม่มีสารอินทรีย์ มีแต่สารอนินทรีย์เท่านั้น ซึ่งค่อย  เปลี่ยนแปลงเป็นสารอินทรีย์ ฉะนั้นเมื่อเวลาค่อย  ผ่านไปสารอนินทรีย์จะค่อย  ลดลงพร้อมกับสารอินทรีย์เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีสิ่งมีชีวิต
วิวัฒนาการทางชีววิทยา เริ่มแรกจากเซลล์  จะสร้างสารที่ต้องการจากอาหารได้เติบโต และสืบพันธุ์ได้ และจะต้องมีวิธีที่เซลล์จะได้พลังงานมาใช้ วิธีการนั้นก็คือการหายใจ

ทฤษฎีของวิวัฒนาการมีดังนี้
1. ทฤษฎีขอลามาร์ก (LAMARCK’S THEORY) ก่อตั้งโดย จีน แบพติส เดอลามาร์ก (JENA BAPTISTE DE LAMARCK) (1744 – 1829) วิศวกรชาวฝรั่งเศสซึ่งในบั้นปลายชีวิตได้ศึกษาชีววิทยา ได้เป็นผู้วางรากฐานเกี่ยวกับวิวัฒนาการเป็นคนแรกได้เสนอกฎ ข้อ คือ
1. กฎการใช้และไม่ใช้ (LAW OF USE AND DISUSE)
2. กฎแห่งการถ่ายทอดลักษณะที่เกิดขึ้นใหม่ (LAW OF INHERITANCE OF ACQUIRED CHARACTERISTICS)
จากกฎทั้ง ข้อนี้สรุปได้ว่า สิ่งแวดล้อมมีผลต่อรูปร่างของสัตว์ อวัยวะใดที่ใช้บ่อย ก็จะเจริญเติบโตขยายใหญ่ขึ้น อวัยวะใดที่ไม่ใช้ก็จะอ่อนแอลงและเสื่อมหายไปในที่สุดลักษณะที่ได้มาและเสียไปโดยอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม โดยการใช้และไม่ใช้จะคงอยู่ และถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานโดยทางพันธุกรรม ยกตัวอย่างเช่น ยีราฟสมัยก่อนมีคอสั้น เมื่อยืดคอกินใบไม้สูง  นาน  เข้าคอจะค่อย  ยืดยาวจนเป็นยีราฟปัจจุบัน ขาหลังของปลาวาฬหายไป เนื่องจากใช้หางว่ายน้ำ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า ลามาร์กจะเป็นผู้วางรากฐานของวิวัฒนาการเป็นคนแรก แต่ลามาร์กไปเน้นการถ่ายทอดลักษณะไปให้ลูกหลานว่าเกิดจากการฝึกปรือซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากในสมัยนั้นวิชาพันธุศาสตร์ยังไม่เจริญ
ไวส์ มันน์ (WEISMANN) ชาวเยอรมันได้ทำการทดลองตัดหางหนู 20 รุ่น เพื่อคัดค้าน ลามาร์ก หนูที่ถูกตัดหางยังคงมีลูกที่มีหาง ไวส์มันน์ อธิบายว่าเนื่องจากสิ่งมีชีวิตประกอบด้วยเซลล์สืบพันธุ์และเซลล์เนื้อเยื่อ เมื่อสิ่งมีชีวิตตายเซลล์สืบพันธุ์เท่านั้นที่ถ่ายทอดให้ลูกหลานได้ (ก่อนตายส่วนเซลล์เนื้อเยื่อจะหมดสภาพไป การที่หนูถูกตัดหางเป็นเรื่องของเซลล์เนื้อเยื่อ ส่วนเซลล์สืบพันธุ์มีการควบคุมการสร้างหาง หนูที่เกิดใหม่จึงยังคงมีหาง ความคิดของไวส์มันน์ตรงกับความรู้เรื่องพันธุ์กรรมสมัยนี้ เขาเรียกการสืบทอดลักษณะนี้ว่า การสืบต่อกันไปของเซลล์
สืบพันธุ์ (THE CONTINUTY OF THE GERM PLASM)

2. ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติของดาร์วิน (DARWIN’S THEORY)
ดาร์วิน เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ .1890 ที่ประเทศอังกฤษ เป็นบุตร นายโรเบิร์ต วอริง ดาร์วิน ดาร์วินได้เริ่มศึกษาวิชาธรรมชาติวิทยา ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และเมื่อจบการศึกษาแล้วได้เดินทางรอบโลกไปกับเรือบีเกิล ของรัฐบาลอังกฤษ โดย ดร.จอห์น เฮนสโลว์ เป็นผู้แนะนำ เขาได้นำประสบการณ์จากการศึกษาชนิดของพืชและสัตว์ต่าง  ที่พบในหมู่เกาะกาลาปากอส หมู่เกาะนี้อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ดาร์วินได้ท่องเที่ยวมาเป็นเวลา ปี
.1859 ดาร์วินได้เสนอ ทฤษฎีการเกิดสิ่งมีชีวิตใหม่ เป็นผลอันเนื่องมาจากการคัดเลือกทางธรรมชาติ ทำให้สามารถเข้าใจการกระจายของพืชและสัตว์ ที่มีอยู่ประจำแต่ละท้องถิ่นตามหลักซึ่งภูมิศาสตร์ ดังต่อไปนี้คือ
1. สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีความสามารถสืบพันธุ์สูง ทำให้ประชากรมีการเพิ่มแบบทวีคู
2. ความเป็นจริงในธรรมชาติ ประชากรมิได้เพิ่มขึ้นเป็นแบบทวีคูณเนื่องจากอาหารมีจำนวนจำกัด
3. สิ่งมีชีวิตต้องมีการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด พวกที่มีความเหมาะสมก็จะมีชีวิตอยู่รอด พวกที่ไม่มีความเหมาะสมก็จะตายไป
4. พวกที่อยู่รอดจะมีโอกาสแพร่พันธ์ต่อไป
5. การเกิดสปีชีส์ใหม่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงที่ละเล็กละน้อย ตามทัศนะของดาร์วิน กลไกของวิวัฒนาการสภาพแวดล้อม เป็นตัวทำให้เกิดการคัดเลือกทางธรรมชาติขึ้นเพื่อให้ได้ลักษณะที่เหมาะสมและมีโอกาสสืบพันธุ์ต่อไป

3. ทฤษฎีการผ่าเหล่า (THEORY OF MUTATION)
ทฤษฎีนี้ ฮิวโก เดอ ฟรีส์ (HUGO DE VRIES) ซึ่งเป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวฮอลันดา ตั้งขึ้นใน .1895 เดอ ฟรีส์ พบพืชดอกชนิดหนึ่ง มีลักษณะแปลกกว่าต้นอื่น  เขาจึงนำเมล็ดของพืชต้นเดิมแบบเก่ามาเพาะ ปรากฏว่าได้ต้นที่มีลักษณะแปลกอยู่ต้นหนึ่ง เมื่อนำเมล็ดของต้นที่มีลักษณะแปลกมาเพาะ จะได้ต้นที่มีลักษณะแปลกทั้งหมดแสดงว่าได้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันในต้นเดิม เขาจึงตั้งทฤษฎีของการผ่าเหล่า โดยอาศัยข้อเท็จจริงจากการสังเกต และการทดลองดังกล่าวนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พันธุ์ใหม่  อาจเกิดโดยกระทันหันได้
หลักฐานที่มาสนับสนุนวิวัฒนาการ
วิวัฒนาการเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นช้า  และกินเวลานาน ในการศึกษาความเป็นมาของสิ่งมีชีวิตในอดีต จึงจำเป็นต้องศึกษาจากหลักฐานต่าง  มาสนับสนุนเพื่อให้ได้แนวความคิดที่ถูกต้อง หลักฐานต่างๆ ที่นำมาอ้างอิงเพื่อใช้สนับสนุนแนวความคิด คือ
1. หลักฐานจากซากสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งที่ใช้อ้างอิงเรื่องราวในอดีต หลักฐานเหล่านี้มีอายุไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นปีขึ้นไป ซากของสิ่งมีชีวิตที่ดีจะต้องได้ครบทุกส่วน แต่ส่วนมากที่พบจะพบเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อพบซากสิ่งมีชีวิตแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะคำนวณอายุของหินหรือดินบริเวณที่พบนั้น ทำให้สามารถทราบอายุของสิ่งมีชีวิตนั้นด้วยจากหลักฐานเหล่านี้ทำให้ทราบว่า
1.1 ซากของพืชและสัตว์ที่พบจัดอยู่ในไฟลัมเดียวกับพืชและสัตว์ในปัจจุบันแต่มีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างกันออกไป
1.2 ซากของสิ่งมีชีวิตที่พบในหินชั้นหนึ่ง จะแตกต่างกับซากของสิ่งมีชีวิตที่พบในหินอีกชั้นหนึ่ง
1.3 พวกคอร์เดตพบในหินชั้นใหม่ที่สุด
1.4 ถ้าเป็นซากสิ่งมีชีวิตที่พบในหินมีอายุไม่มากนัก จะมีลักษณะใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิต ในปัจจุบันมากขึ้น
2. หลักฐานทางกายวิภาคเปรียบเทียบ จากการศึกษาโครงสร้างของครีบปลา ปีกค้างคาว ขาหน้าของม้า และแขนของคน พบว่าอวัยวะเหล่านี้มีแบบแผนเหมือนกันการที่อวัยวะเหล่านี้มีแบบแผนเหมือนกัน มีลักษณะคล้ายกันแสดงว่ามีต้นกำเนิดร่วมกัน แล้วสิ่งมีชีวิตปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมแต่ละชนิด
3. หลักฐานทางคัพภะวิทยาเปรียบเทียบ ในสัตว์เกือบทุกชนิด ยกเว้นปลาดาว มีแบบแผนการเจริญเติบโตตั้งแต่ การปฏิสนธิจนถึงตัวอ่อน มีการเกิดเนื้อเยื่อ ชั้น คล้ายคลึงกัน
4. หลักฐานทางชีวเคมี จากการศึกษาทางชีวเคมี พบว่าส่วนประกอบภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตบางชนิดคล้ายคลึงกัน
5. หลักฐานทางพันธุศาสตร์ พันธุ์ใหม่เกิดจากการผ่าเหล่าโดยธรรมชาติหรือโดยมนุษย์ ถ้าได้ลักษณะที่ต้องการมนุษย์ก็จะขยายพันธุ์ต่อไป

วิวัฒนาการของมนุษย์
นักชีววิทยา ได้จำแนกมนุษย์ไว้ในหมวดหมู่ ดังต่อไปนี้
1. อาณาจักร (KINGDOM) ANIMALIA
2. ไฟลัม (PHYLUM) CHORDATA
3. คลาส (CLASS) MAMMALIA
4. ออเดอร์ (ORDER) PRIMATE
5. แฟมิลี่ (FAMILY) HOMINIDAE
6. จีนัส (GENUS) HOMO
7. สปีชีส์ (SPECIES) SAPIENS (MODERN MAN)

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*