น้ำตาท่วมสนาม! “แข้งชาเปโคเอนเซ่” ฉลองแชมป์ซูดาเมริกาน่า

จากโศกนาฏกรรมเครื่องบินโดยสารของ สโมสรฟุตบอล ชาเปโคเอนเซ่ ตกที่ประเทศโคลอมเบีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 71 คน ซึ่งรวมถึงผู้เล่นและทีมสตาฟฟ์ของชาเปโคเอนเซ่ด้วย

ล่าสุด พวกเขากลับมาลงสนามเกมแรกอีกครั้ง นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เศร้าสลด ในเกมฟุตบอลกระชับมิตร กับ พัลเมรัส สโมสรแชมป์ลีกบราซิล

ซึ่งก่อนเกมนักเตะผู้รอดชีวิตเพียง 3 คน ได้แก่ อลัน รุสเซล, เนโต้ และ แจ็คสัน โฟลมันน์ และเพื่อนร่วมทีมที่ไม่ได้เดินทางไปกับเที่ยวบินดังกล่าวอีก 3 คน ได้หอบถ้วยแชมป์โคปา ซูดาเมริกาน่า มาโชว์ต่อหน้าแฟนบอลในสนาม

แต่สิ่งที่ทำให้แฟนๆของทีมถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ก็คือจังหวะที่ แจ็คสัน โฟลมันน์ ผู้รักษาประตูผู้รอดชีวิต ได้ชูถ้วยแชมป์บนรถวีลแชร์ หลังเจ้าตัวต้องถูกตัดขาขวาเนื่องจากอุบัติเหตุครั้งนั้น

โดยเกมนัดนี้จบลงด้วยการเสมอกันไป 2-2 และนี่คือการเริ่มต้นอีกครั้งของ “ชาเปโคเอนเซ่” สโมสรในลีกแดนแซมบ้า ที่พวกเราจะไม่มีวันลืมเลือนกับสิ่งที่สโมสรต้องเผชิญกับความยากลำบากที่ผ่านมา

เมื่อฟุตบอลไม่มีกฎ “ล้ำหน้า”

หลายคนคงไม่ปฏิเสธว่า ฟุตบอลคือกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ด้วยเหตุผลที่ว่ากันเล่นๆว่า ทุกคนสามารถเข้าใจกฎกติกาได้อย่างง่ายได้ ไม่สลับซับซ้อนเหมือนกีฬาชนิดอื่น รวมทั้งไม่ต้องใช้อุปกรณ์การเล่นมากมาย เพียงแค่สองเท้ากับฟุตบอล 1 ลูกเท่านั้น

แค่เพียงใช้ขาและเท้า ทำยังไงก็ได้ส่งบอลให้เข้าประตูเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกฎบางอย่างที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้อย่าง ห้ามผู้เล่นใช้มือสัมผัสลูกบอล (ยกเว้นผู้รักษาประตู), ห้ามทำร้ายคู่แข่ง

หรือในระหว่างการเล่นก็มีกฎ “ล้ำหน้า” ที่ในกติกาของฟุตบอล หมายถึง ผู้เล่นที่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าเมื่อลูกฟุตบอลสัมผัสหรือเล่นโดยผู้เล่นคนหนึ่งในทีมตัวเอง โดยผู้ตัดสินเห็นว่าผู้เล่นคนนั้นมีส่วนร่วมกับการเล่นอย่างชัดเจน หรือเกี่ยวข้องกับผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม หรืออาศัยความได้เปรียบจากการอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าขณะนั้น แต่ไม่ถือเป็นการล้ำหน้าในกรณีที่เตะจากประตู เตะมุม หรือการทุ่ม
ความจริงเรื่องของกฎล้ำหน้าน่าจะเป็นสิ่งที่เข้าใจยากที่สุดสำหรับคนที่เพิ่งเล่นฟุตบอลแล้ว แต่ก็ไม่ยากเกินไป ซึ่งกฎนี้ก็มีมานานแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่วันก่อน “มาร์โก ฟาน บาสเท่น” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเทคนิคของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ออกมาเปิดเผยว่า กำลังมีการพิจารณาเปลี่ยนแปลงกฎต่างๆในการเล่นฟุตบอล รวมทั้งการยกเลิกกฎ “ล้้ำหน้า” ด้วย

นั้นหมายความว่าถ้ามีการยกเลิกกฎนี้จริงๆ รูปแบบการเล่นฟุตบอลโดยเฉพาะเกมรุกคงเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน เอาแค่คิดเล่นๆ หลายๆทีมคงต้องหากองหน้าตัวใหญ่ ประเภทเก็บบอลเก่งๆ ยิงประตูดีดีมาเสริมทีม ไม่จำเป็นต้องมีความเร็วมากหรือทักษะเลี้ยงบอลคล่อง เพียงแค่ “ปักหลัก” รอยิงประตูเพียงอย่างเดียว
เพราะหลายทีมจะเปลี่ยนมาเล่นโยนยาว ส่งให้กองหน้าตัวเป้าที่ยืนอยู่ตรงประตูฝั่งตรงข้ามคอยเก็บกินเท่านั้น

เรื่องของการ “ล้ำหน้า” เป็นสิ่งที่คนฟุตบอลยุคก่อนไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะตั้งแต่มีการเล่นกีฬาฟุตบอลอย่างเป็นทางการ ก็มีกฎประเภทที่ห้ามกองหน้าเล่นฟุตบอลถ้ายืนอยู่สูงกว่าผู้เล่น 3 คนหน้าประตูฝั่งตรงข้าม และค่อยเปลี่ยนเป็น 2 คนในช่วงต้นยุคปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงยุคต้นศตวรรษที 20

ซึ่งตอนที่เปลี่ยนจากห้ามกองหน้าฝั่งตรงข้ามยืนอยู่สูงกว่าผู้เล่น 3 คน สถิติการยิงประตูรวมกันในลีกอังกฤษฤดูกาล 1924/1925 คือ 1,848 ประตู พอเปลี่ยนมาเป็นกองหน้าฝั่งตรงข้ามห้ามยืนสูงกว่า 2 คน สถิติการยิงประตูในลีกกลับเพิ่มขึ้นเป็น 6,375 ประตู เรียกว่าเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าเลยทีเดียว
นอกจากนั้นเรื่องการยกเลิกกฎล้ำหน้า ปรมาจารย์ลูกหนังอย่าง “อาร์แซน เวงเกอร์” ก็ไม่เห็นด้วย จากเหตุผลที่ว่ากฎนี้ทำให้ฟุตบอลต้องเล่นเป็นทีม กองกลาง กองหน้าต้องประสานงานกัน รวมทั้งการใช้สมองในการเล่นฟุตบอลมากขึ้น ไม่ใช่ให้กองหน้าปักหลักแล้วโยนเพียงอย่างเดียว

สุดท้ายเชื่อว่าเรื่องของกฎล้ำหน้าคงไม่เกิดขึ้นจริงๆ มิเช่นนั้นแล้ว เกมฟุตบอลคงขาดสีสันขึ้นอีกเยอะ และนวัตกรรมใหม่ของเกมฟุตบอลหรือแผนการเล่นต่างๆคงหมดไป คิดแล้วยังไม่อยากเชื่อว่า คนคิดจะยกเลิกกฎนี้คิดมาได้ยังไง

สมราคาเต็ง1! “กิ๊ฟ-วิว” สุดเจ๋งผงาดซิวแชมป์หญิงคู่ขนไก่มาเลเซีย

.การแข่งขันแบดมินตัน “มาเลเซีย มาสเตอร์ส กรังด์ปรีซ์ โกลด์” ชิงเงินรางวัลรวม 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,200,000 บาท ที่เมืองซิบู รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 22 ม.ค.

รอบชิงชนะเลิศ หญิงคู่ “กิ๊ฟ” จงกลพรรณ กิติธรากุล/”วิว” รวินดา ประจงใจ คู่มือ 13 ของโลก และ 1 ของรายการ พบ ปูน ล็อก ยาน/ซื่อ ยิง ซัวะ คู่มือ 115 ของโลก จากฮ่องกง โดยคู่นี้ไม่เคยดวลกันมาก่อน

ผลปรากฎว่า เริ่มเกมแรก ทั้งสองคู่สู้กันได้อย่างสูสี แต่เป็นคู่สาวไทย ที่เล่นเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยม เอาชนะก่อน 21-17

เกมสอง คู่สาวไทยยิ่งเล่นยิ่งดี ตีแจกลูกไปทั่วคอร์ตทำให้คู่ฮ่องกงที่เคลื่อนตัวได้ไม่ดีต้องออกแรงวิ่งรับลูก ก่อนที่ จงกลพรรณ-รวินดา จะสลับกันตบทำแต้มเอาชนะอีก 21-9

ทำให้กำชัย 2 เกมรวด 21-17, 21-9 คว้าแชมป์ระดับ “กรังด์ปรีซ์ โกลด์” ได้เป็นรายการแรก พร้อมรับเงินรางวัล 9,480 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 331,800 บาท

ขณะเดียวกันนี่ยังเป็นแชมป์แรกของนักตบลูกขนไก่ไทยในปีนี้อีกด้วย ส่วนคู่ฮ่องกง รับ 4,650 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 162,750 บาท

แผ่วปลาย! “เรือใบสีฟ้า” ออกนำ 2-0 โดน “ไก่” ไล่ยิงเจ๊า 2-2

เริ่มเกมมา 16 นาที เจ้าถิ่นได้ลุ้นก่อนเลย ลีรอย ซาเน่ พาบอลขึ้นมาทางซ้าย ก่อนเปิดเข้าเขตโทษ บอลจะมาถึงเท้าของ ดาบิด ซิลบา อยู่แล้ว แต่ยังดีที่มี โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ เคลียร์ออกมาก่อน

นาทีที่ 19 เจ้าบ้านเกือบได้อีก ดาบิด ซิลบา ซัดด้วยซ้ายจากระยะ 30 หลา บอลพุ่งจะเสียบโคนเสาอยู่แล้ว แต่ อูโก้ โยริส พุ่งปัดเอาไว้ได้เหลือเชื่อ

นาทีที่ 37 ”เรือใบสีฟ้า” ยังเหนือกว่า เควิน วิมเมอร์ กองหลังทีมเยือนจ่ายบอลพลาด เควิน เดอ บรอยน์ ได้บอลทางฝั่งขวาของเขตโทษ แล้วโยนไปทางเสาสองให้ เซร์คิโอ อเกวโร่ ขึ้นโขก แต่ โยริส เซฟไว้ได้

ท้ายครึ่งแรก แมนฯ ซิตี้ ทิ้งบอลยาวขึ้นหน้าให้ เซร์คิโอ อเกวโร่ วิ่งไปรับ แล้วพาเขาเขตโทษฝั่งซ้าย แต่งเข้าท้ายซ้าย ซัดหามุมแคบเสาแรก แต่ยังโดน โยริส ปัดไว้ได้อีก หมดครึ่งแรก เสมอกัน 0-0

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 49 แมนฯ ซิตี้ ออกนำ 1-0 จากบอลยาวข้ามมาหน้าเขตโทษ อูโก้ โยริส ออกมาโขกสกัดไปติด เลรอย ซาเน่ ก่อนเจ้าตัวจะลากบอลเข้าไปยิงโล่งๆ ไม่พลาด

นาทีที่ 54 เจ้าถิ่นนำห่าง 2-0 ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดมาทางขวาแล้วครอสเข้าเขตโทษ อูโก้ โยริส ตัดบอลพลาด บอลเลยไปถึง เควิน เดอ บรอยน์ ซัดเข้าไปง่ายๆ

นาทีที่ 58 สเปอร์ส ตีไข่แตกไล่มา 1-2 ไคล์ วอล์คเกอร์ ครอสจากทางขวาบอลแฉลบหัว อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ ไปเข้าทาง เดเล่ อัลลี่ โถมมาโขกเสียบตาข่าย

นาทีที่ 78 คริสเตียน เอริคเซ่น ไหลมาให้ แฮร์รี่ เคน ดีดเข้าทาง ซน ฮึง-มิน กดด้วยขวาเสียบมุมซ้ายมือเข้าไป สเปอร์ส ตามตีเสมอเป็น 2-2 ได้สำเร็จ

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านทำได้แค่เสมอกับ สเปอร์ส 2-2 แบ่งกันไปทีมละหนึ่งแต้ม

รอดูอาการ! “ฮัลล์” แถลงผลการผ่าตัดกะโหลกศีรษะ “เมสัน”

ฮัลล์ ซิตี้ สโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แถลงข่าวยืนยันว่า ไรอัน เมสัน กองกลางตัวเก่ง ถูกนำไปโรงพยาบาล และเข้ารับการผ่าตัดกะโหลกศีรษะร้าวแล้ว หลังหัวน็อกกับ แกรี่ เคฮิลล์ ในเกมแพ้เชลซี 2-0 และออกจากสนามตั้งแต่ 20 นาทีแรก วันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ฮัลล์ ซิตี้ ทีมท้ายตารางพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมายืนยันแล้วว่าตอนนี้ ไรอัน เมสัน กองกลางตัวห้องเครื่องคนสำคัญ เข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการกะโหลกศีรษะร้าวจากเกมแพ้ เชลซี 2-0 เกมพรีเมียร์ลีก ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ วันอาทิตย์ 22 มกราคม ที่ผ่านมา แล้ว และตอนนี้อาการทรงตัวอยู่

เมสัน บาดเจ็บจากจังหวะศีรษะชนกับ แกรี่ เคฮิลล์ กองหลังเชลซี และโดนปฐมพยาบาลนานกว่า 10 นาที ก่อนถูกหามออกนาที 21 ซึ่งในเวลาต่อมามีการเผยว่า กองกลางของทีม เจ็บหนักถึงขั้นกะโหลกศรีษะร้าว และล่าสุด “เดอะ ไทเกอร์ส” ยืนยันว่านักเตะได้เข้ารับการผ่าตัดแล้ว ซึ่งผลการผ่าตัดเป็นไปด้วยดี แต่อาการยังทรงตัว

ทางเลือกตลอดชีวิตของ “เจอร์ราร์ด”

“เดอะ บู๊ทรูม” (The Boot Room) คือคำที่สาวกหงส์แดงรู้จักกันดีที่ต้องนึกถึงบรรดาสตาฟ์โค้ชหรืออดีตสตาฟ์โค้ชของทีมทีมเคยเป็นนักเตะของทีมมาก่อนซึ่งพอเลิกเล่นก็ยังทำงานกับสโมสรในฐานโค้ชหรือบางคนอาจจะเป็นผู้จัดการทีมด้วยซ้ำอย่าง “บ็อบ เพลสลีย์” “โจ ฟลาแกน” “เคนนี่ ดังกลิช” หรือ “ฟิล ธอมป์สัน”

ปัจจุบันคำว่า “บู๊ทรูมสตาฟ์” (Boot Room Staff) ยังคงใช้อยู่ในกรณีที่มีอดีตนักเตะของทีมมาทำงานเป็นโค้ชให้กับสโมสร ซึ่งที่มาที่ไปมาจากห้องเก็บรองเท้าฟุตบอลเล็กๆของห้องแต่งตัวในสนามแอนฟิลด์สมัยก่อนที่ “บิล แชงลีย์” อดีตผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ของสโมสรใช้ห้องนี้เป็นห้องประชุมของบรรดาโค้ชเรื่องแผนการเล่นต่างๆ ถือว่าเป็นห้องศักดิ์สิทธิ์ห้องนึงในยุคทองของทีมช่วงทศวรรษ 80

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการปรับปรุงภายในสนามแอนฟิลด์ ห้องบู๊ทรูมดั้งเดิมถูกทุบทิ้งในช่วงต้นยุคทศวรรษ 90 เหมือนมีอาถรรพ์ที่คนภายในทีมเชื่อว่ากันว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ทีมไม่เคยประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ “พรีเมียร์ลีก” ได้เลยจนถึงปัจจุบัน ทั้งๆที่ประสบความสำเร็จทุกรายการมากแล้วไม่ว่าจะ “ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก” “ยูโรป้าลีก” (ยูฟ่า คัพ) “เอฟเอ คัพ” หรือ “ลีกคัพ”

สมัยก่อนคำว่า “บู๊ทรูม” หมายถึงห้องประชุมของผู้จัดการทีมและโค้ชแต่ปัจจุบันให้ความหมายว่า ต้องเป็นอดีตนักเตะของสโมสรด้วย ที่เขียนถึงเรื่องนี้เพราะล่าสุด “สตีเว่น เจอร์ราร์ด” อดีตมิดฟิลด์หัวขิงที่สาวกเดอะค็อปยุคนี้รู้จัก ตัดสินใจกลับมาทำงานรับใช้สโมสรที่เค้ารักอีกครั้งในฐานะ สตาฟ์โค้ชเยาวชนของสโมสร

เรื่องนี้อาจจะเป็นข่าวดีที่สุดในรอบปีของทีมเลยก็ว่าได้ เพราะแฟนหงส์ทุกคนรู้ว่า “เจอร์ราร์ด” ยิ่งใหญ่ขนาดไหนและรักสโมสรแห่งนี้บางทีอาจจะมากกว่าชีวิตตัวเองซะอีก จากการลงรับใช้สโมสรในฐานะนักเตะถึง 710 นัด ยิงไป 186 ประตูในทุกรายการ พร้อมกับความสำเร็จทุกอย่างยกเว้น “แชมป์พรีเมียร์ลีก” เพียงอย่างเดียว

ก่อนหน้านี้อดีตกับตันของทีมคนนี้หวังจะแขวนสตั๊ดกับทีมในฐานะนักฟุตบอลที่เล่นสโมสรเดียวตลอดชีวิต แต่ก็พูดไม่ได้เต็มปากเพราะย้ายไปอยู่กับ “แอลเอ แกแล็กซี่” ด้วยความจำยอมฤดูกาลที่แล้วเนื่องจากไม่เป็นที่ต้องการของอดีตกุนซืออย่าง “เบรแดน ร็อดเจอร์” บางทีสำหรับแฟนๆของกับตันทีมเบอร์ 8 คนนี้ เรื่องที่ด่างพร่อยที่สุดของ “ร็อดเจอร์” คือการปฏิเสธที่จะต่อสัญญากับเจ้าตัวก็เป็นได้

มาถึงตรงนี้ไม่มีอะไรต้องพูดเกี่ยวกับความรัก ความภักดีของ “เจอร์ราร์ด” กับสโมสรที่มีอดีตยิ่งใหญ่ที่สุดสโมสรนึงในโลกแห่งนี้ เพราะการกระทำของเจ้าตัวตลอด 18 ปีในถิ่นแอนฟิลด์พิสูจน์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆที่ช่วงระหว่างการค้าแข้งมีสโมสรยักษ์ใหญ่ของโลกมากมายพร้อมดึงเจ้าตัวไปร่วมทีมซึ่งมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในแง่การเป็นแชมป์มากกว่าอย่าง “เรอัล มาดริด” หรือ “เชลซี” แต่เจ้าตัวเลือกที่ “ปฏิเสธ” อย่างไม่ใยดี

เรื่องนี้ถือว่าเป็นผลดีกับทั้งสโมสรและตัวเจอร์ราร์ดเอง ที่แฟนๆเรียกร้องอย่ากให้ “เจอร์เก้น คลอปป์” นายใหญ่คนปัจจุบันดึงไปเป็นสตาฟ์โค้ชด้วยหลังประกาศเลิกเล่นเมื่อปลายปีที่แล้ว ถึงแม้ไม่ได้ทำหน้าที่ในทีมงานของ “คล็อปป์” แต่ก็ยังไม่ไม่ไปไหน อยู่กับทีมตามที่ใจอยากซึ่งเจ้าตัวสามารถพัฒนาตัวเองในฐานะโค้ชฟุตบอลกับสถานที่ที่เจ้าตัวเติบโตขึ้นมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ

ที่สำคัญการถ่ายทอด “แนวคิด” “ประสบการณ์” และ “จิตวิญญาณ” ของความเป็นเดอะค็อปให้กับนักเตะเยาวชนของทีมที่บางคนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะของทีมอย่างเต็มตัวในอนาคต

6 สิ่งที่ “เฮียมู” อยากบอกแฟนๆ หลังเกมเมื่อคืน

โชเซ่ มูรินโญ่ สุดหงุดหงิดที่ไม่สามารถเอาชนะในเกมวันนี้ได้ แต่ก็ไม่ลืมชม เวย์น รูนีย์ ที่ยิงประตูประวัติศาสตร์ได้เสียทีในเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำได้แค่เสมอ 1-1 กับ สโต๊ค ซิตี้

เวย์น รูนีย์ กลายเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีม เหนือ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ด้วยจำนวน 250 ประตู จากฟรีคิกงามหยดแบบตะลึงทั้งสนาม และช่วยให้ทีมคว้าหนึ่งแต้มอันมีค่ากลับมาได้ช่วงท้ายเกม พร้อมยังคงรักษาสถิติไม่แพ้ใครให้ยืดออกไป

และนี่คือประเด็นสำคัญต่างๆหลังเกมกับบอสที่ให้สัมภาษณ์กับ MUTV…..

ไม่แฮปปี้กับหนึ่งแต้ม
“แน่นอน ผมผิดหวัง ผมพูดมาหลายหนละ, เสมอก็ถือว่าเป็นผลการแข่งขันที่ดีถ้าคู่แข่งดีกว่าคุณและเสมอก็เป็นผลการแข่งขันที่ดีถ้าคุณโดนคู่แข่งไล่ยำและในท้ายที่สุดคุณดันคว้าแต้มออกมาได้ แต่เมื่อคุณเป็นทีมที่ไล่บี้เพื่อคะแนน, เป็นทีมที่สร้างโอกาสมากมาย, เป็นทีมที่พลาดโอกาสหลายครั้งหลายหน และที่พีคสุดคือดันเสียประตูจากการทำเข้าประตูตัวเอง, แน่นอนว่าผมคงไม่สามารถมีความสุขกับแต้มในวันนี้ได้หรอก”

สถิติของรูนีย์
“ความสำเร็จของเขาในวันนี้มันสุดยอด – มันจะอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรเรา และผมคิดว่ามันจะยังคงอยู่ไปอีกหลายๆๆๆๆๆๆปีแน่นอน แต่ตอนนี้ผมว่าเป็นเวลาที่เขาจะได้ชื่นชมในความสำเร็จ และสำหรับทุกคนที่จะลืมวันนี้ไปซะ ปล่อยมันไปแล้วลุยกันใหม่”

สปิริตของทีมช่างสุดยอด
“ไม่มีอะไรแย่เลยสำหรับสปิริตของทีม, ไม่มีอะไรแย่เลยระหว่างความสัมพันธ์ของนักเตะและแฟนๆ, ทุกคนเชื่อมั่นจนถึงที่สุด แต่คุณต้องเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าจริงๆ เมื่อคุณเริ่มเกมและทำหมูหกไปอย่างง่ายๆหลายหน และยิ่งกว่านั้นคือดันมาทำเข้าประตูตัวเองอีก – ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนทำเข้าประตู, อาจจะเป็นมาต้า, อาจจะเป็น เด เคอา ผมยังไม่สามารถตัดสินได้เลยว่าใครทำเข้าไป ดังนั้นวันนี้มันยากนะ แต่เป็นอีกครั้งที่สปิริตของทีมช่างสุดยอด และผมคิดว่านั่นมันสำคัญสุดๆเลยล่ะ”

ไล่ต้อนสโต๊คตลอดเกม
“ดาบิด เด เคอา แทบจะไม่ได้สัมผัสบอลเลย กองหลังทำได้ดีมากอย่างที่เราซ้อมมาตลอดอาทิตย์ – ในการเล่นงาน ปีเตอร์ เคร้าช์ ให้อยู่ห่างจากประตู เห็นได้ชัดว่า ปีเตอร์ ไม่อันตรายถ้าอยู่นอกกรอบเขตโทษ, เขาจะอันตรายถ้าได้อยู่ในกรอบเขตโทษ แต่ผมจำไม่ได้เลยว่าเขาได้แตะบอลในกรอบเขตโทษสักครั้งไหม เว้นแต่ครึ่งหลังที่ผมเห็นอยู่ครั้งนึง แม้กระทั่งเตะมุม ที่พวกเขามักจะอันตราย แต่วันนี้พวกเขาแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย มีโอกาสแค่หนึ่งหรือสองครั้งอย่างมาก”

คุมเกมเบ็ดเสร็จ
“เราครองเกมได้หมดอ่ะ มันคงเป็นโศกนาฏกรรมทางฟุตบอลแน่ๆถ้าเราดันแพ้วันนี้ แต่ผมก็ยังไม่แฮปปี้อยู่ดีนะ เพราะผมยังคงไม่เข้าใจว่าเราพลาดโอกาสมากมายขนาดนี้ในทุกๆเกมได้ยังไง”

ฟอร์มดีต่อเนื่อง! “ปราสาทสายฟ้า” เปิดถิ่นดับซ่า “แชมป์บอลถ้วยกัมพูชา” 3-0

เริ่มเกมมาได้เพียง 7 นาที กลายเป็นทีมเยือนที่ได้โอกาสทักทายก่อนเมื่อ คิม คยอง ฮุน ได้ขึ้นบอลทางฝั่งซ้ายก่อนจะเปิดเข้าไปในกรอบเขตโทษบอลลอยไปถึง โช เมียง โฮ ตวัดวอลเลย์จังหวะเดียวบอลลอยข้ามคานออกไป

นาทีที่ 12 ปราสาทสายฟ้า มาได้ลุ้นบ้างเมื่อ โรเจอริโอ คูตินโญ่ หลุดเข้าไปได้ยิงบอลไปที่เสาสอง ทว่าบอลเบาไป อุม เสรีโรจน์ พุ่งไปล้มตัวรับบอลไว้ได้ก่อนที่จะเข้าเสาสอง

นาทีที่ 17 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็มาได้ลูกจุดโทษเมื่อ จักรพันธ์ แก้วพรม แทงบอลให้ โรเจอริโอ คูตินโญ่ หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษก่อนจะโดนกองหลังทีมเยือนสกัดล้มลง ผู้ตัดสินเป่าให้เป็นจุดโทษ ก่อนที่ ดิโอโก หลุยส์ ซานโต จะรับหน้าที่สังหารไม่พลาด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ออกนำ 1-0

นาทีที่ 35 ปราสาทสายฟ้า มาได้ลุ้นประตูที่ 2 อีกครั้งเมื่อ โรเจอริโอ กระชากบอลหนีผู้เล่นทีมเยือนก่อนที่จะปาดต่อให้ ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ได้หลุดไปในกรอบเขตโทษ ก่อนจะได้ล่อเป้า อุม เสรีโรจน์ ทว่าบอลไปติดขานายด่านดีกรีทีมชาติกัมพูชาแบบน่าเสียดาย จบครึ่งเวลาแรก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ออกนำ 1-0

กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาทีที่ 50 เจ้าถิ่นมาได้ลูกเตะมุม กรกช วิริยอุดมศิริ เปิดด้วยเท้าซ้ายบอลโค้งไปเข้าหัว พรรษา เหมวิบูลย์ โขกเข้าประตูไป บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หนีเป็น 2-0

นาทีที่ 54 สกอร์บอร์ดในสนามก็เปลี่ยนเป็น 3-0 เมื่อ โรเจอริโอ คูตินโญ่ ได้กระชากบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนจะยกบอลผ่านตัว อุม เสรีโรจน์ นายด่านอาร์มี่ เอฟซี ที่พยายามออกมาบล็อก บอลลอยไปถึง ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ล้มตัวเกี่ยวบอลเข้าประตูไป

นาทีที่ 77 อาร์มี่ เอฟซี มาได้เล่นสวนกลับ รี ยก โซล ได้กระชากบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษโดยมี พรรษา เหมวิบูลย์ วิ่งบังทางก่อนที่จะตัดสินใจยิงไปที่เสาสองบอลกลิ้งผ่านเสาออกหลังไป
เวลาที่เหลือบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยังคงโหมเกมบุกเข้าใส่ แต่ทว่าไม่สามารถพังประตูเพิ่มได้ ทำให้จบเกม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เอาชนะ อาร์มี่ เอฟซี ไปได้ 3-0

สำหรับศึกฟุตบอลเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน รายการ ช้าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อาเซียนทัวร์ 2017 นัดที่ 4 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะเปิดสนามไอ-โมบาย สเตเดียม พบ อินชอน ยูไนเต็ด ทีมจากลีกสูงสุดของประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 27 มกราคม 2560 เวลา 19.00 น. ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ถ่ายทอดสด

เชลซี ยังเเรงทุบ ฮัลล์ 2-0 นำฝูงทิ้ง 8 เเต้ม

เชลซี เปิดบ้านเอาชนะ ฮัลล์ 2-0 เก็บสามแต้มหนีห่าง อาร์เซนอล รองจ่าฝูงห่างเป็น 8 แต้มฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2016/17 เป็นการพบกันในคู่ระหว่าง “สิงโต้นำเงิน” เชลซี จ่าฝูง เปิดสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์พบกับ “ตราเสือ” ฮัลล์ ซิตี้ ทีมจากโซนท้ายตาราง

เชลซีผลงานในพรีเมียร์ลีกสุดยอด 15 นัดหลังสุดแพ้นัดเดียวชนะถึง 14 เกมนี้ปรับตำแหน่งเดียวคือแดนหน้ายินดีต้อนรับคอสต้ากลับมาเป็นตัวเป้า ทำให้วิลเลี่ยนหลุดเป็นสำรอง

ขณะที่ทีมเยือนขาด โรเบิร์ต สนอดกราส จอมทัพตัวเก่ง โดยให้ อาเบล เฮร์นานเดซ ยืนเป็นหน้าเป้าเหมือนเคย
ผลปรากฏว่า เชลซี ทีมจ่าฝูง ผลงานได้ร้อนเเรง เอาชนะ ฮัลล์ ซิตี ทีมในกลุ่มท้ายตาราง ไปงดงาม 2-0โดยเจ้าถิ่นได้ประตูจาก ดีเอโก คอสตา นาทีที่ 45 และแกรี เคฮิลล์ นาทีที่ 81

ทำให้ “เชลซี เก็บไปแล้ว 55 คะแนนจาก 22 นัดนำโด่งเป็นจ่าฝูงโดยทิ้ง อาร์เซนอล ทีมอันดับ 2 ถึง 8 คะแนน ส่วน ฮัลล์ มี 16 คะแนนอยู่รองบ๊วย

ส่วนผลคู่อื่นๆ

เซาธ์แฮมป์ตัน ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 3-0

อาร์เซน่อล ชนะ เบิร์นลี่ย์ 2-1

“เอฟวัน” ที่ไม่เหมือนเดิม

อีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ส่วนตัวแอบติดตามแบบเงียบมาตลอดในฐานะคนกีฬาที่เป็นผู้ชายคนนึง คงหนีไม่พ้นกีฬาประเภทความเร็วอย่างการแข่งรถ โดยเฉพาะ “ฟอร์มูล่าร์ วัน” หรือรถสูตร 1 ชิงแชมป์โลก ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งรถที่ความเร็วเฉลี่ยสูงที่สุดบนผืนปฐพีนี้แล้วในรูปแบบที่แข่งขันกันเป็นรอบๆ (ไม่นับประเภทสร้างรถมาแข็งแบบ “แดร็ก” หรือวิ่งเอาความเร็วทางเรียบแบบม้วนเดียวจบ)

ฤดูกาลที่ผ่านมาของศึกฟอร์มูล่าร์ วัน เชื่อว่าแฟนความเร็วหลายคนคงเอาช่วย “นิโก้ รอสเบิร์ก” ให้ความแชมป์โลกสมัยแรกของตัวเองให้ได้เสียที หลังจากก่อนหน้านี้ถูก “ลูอิส แฮมิลตัน” เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดทีมเดียวกัน “เมอร์เซเดส จีพี” ได้แชมป์โลกไปแล้วถึง 3 สมัย

หรือก่อนหน้านี้เป็นยุคความยิ่งใหญ่ของ “เซบาสเตียน เว็ตเทล” กับ “เรดบูลล์ เรซซิ่ง” นับตั้งแต่ตำนานอย่าง “มิชาเอล ชูมัคเกอร์” เลิกขับ

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังต้องยอมรับว่าการแข่งขันรถสูตร 1 อาจจะ “สนุกน้อยลง” เพราะรูปแบบการแข่งขันแบบเดิมๆ แข่งไปตามสนามต่างๆทั่วโลกเพื่อเก็บคะแนนหาทีมแชมป์โลกและนักขับที่จะเป็นแชมป์โลก ซึ่งถ้าใครไม่ใช่ประเภทคนรักความเร็วจริงๆ คงไม่ได้รู้สึกเหมือนชมเกมฟุตบอลที่ใครก็ดูได้ กฎกติกาไม่ละเอียดซับซ้อนหรือนั่งดูรถแข่งเป็นชั่วโมงเพื่อดูรถแข่งวิ่งวนไปแต่ละรอบ

อย่างไรก็ตามปีที่แล้ว ความสนุกของ “เอฟวัน” อยู่ที่การแย่งแชมป์โลกของสองนักขับจาก “เมอร์เซเดส เอเอ็มจี” ระหว่าง “ลูอิส แฮมิลตัน” กับ “นิโก รอสเบิร์ก” เพราะชั่วโมงนี้เป็นยุคที่เครื่องยนต์และรถของทีมดีกว่าทุกทีมในการแข่งขัน เหนือกว่า “สคูดาเลีย เฟอร์รารี่” หรือ “เรดบูลล์ เรซซิ่ง”

เมื่อปีที่แล้วก็มีดราม่าของสองนักขับจาก “เมอร์เซเดส” ในหลายสนามซึ่งท้ายที่สุดเป็นนักขับจากสหราชอาณาจักร “แฮมิลตัน” คว้าแชมป์โลกไปได้ แต่ปีนี้ต้องยอมรับว่าความกระหายของ “รอสเบิร์ก” ทำให้เจ้าตัวสามารถสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักขับคนที่ 33 ในการคว้าแชมป์โลก แถมด้วยสถิติเป็นคู่พ่อลูกที่ได้แชมป์โลกเป็นคู่ที่ 2 เนื่องจากคุณพ่อของ “รอสเบิร์ก” คือ “กิเก้” ก็เคยเป็นแชมป์โลกมาแล้ว

แน่นอนว่า หลังจาก “รอสเบิร์ก” คว้าแชมป์โลก แฟนๆกีฬาชนิดนี้หวังจะเห็นดราม่าสนุกๆแบบนี้แกล้มกับความเร็วในปีหน้า แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่อยากเพราะ เจ้าตัวดันตัดสินใจแขวนพวงมาลัยเลิกขับด้วยเหตุผลที่คลาสสิกสุดๆว่า “อิ่มตัว” และอยากให้คนจดจำเค้าในฐานะแชมป์โลก บวกกับการที่อยากให้เวลามากกว่า

ดังนั้นปีหน้าเราจะไม่ได้เห็นเกาเหลาชามโตของทีม “เมอร์เซเดส” ไม่รู้ว่า “แฮมิลตัน” เองจะรู้สึกหมดไฟด้วยไหม หลังจากที่คู่ปรับคนสำคัญเลือกที่จะจากไปแบบไม่หวนกลับมา

ส่วนเรื่องที่ยังเป็นจุดสนใจอื่นๆของกีฬาชนิดนี้ คงหนีไม่พ้นผู้จัดการแข่งขันทั้งหลายในหลายๆสนามที่ขาดทุนจากการจัดการแข่งรถสูตร 1 จนมีข่าวว่าหลายๆสนามตัดสินใจไม่ต่อสัญญาเพิ่มหรือกำลังพิจารณาถึงโอกาสในการถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพรถสูตร 1 ทั้งที่ “มาริน่า เบย์” สิงค์โปร์ หรือ “เซปัง เซอร์กิต” มาเลเซีย ก็ไม่สามารถขายตั๋วได้คุ้มเหมือนสมัยที่มีการแข่งรถชนิดนี้
สุดท้ายที่อยากให้จับตามมองในปีนี้นอกจากอดีตแชมป์โลกอย่าง “แฮมิลตัน” จะกลับมาเป็นแชมป์โลกได้อีกครั้งหรือเปล่า หรือคนเก่งอย่าง “เว็ตเทล” ที่กลับมาฟอร์มดี รวมทั้งคงขอให้ลองดูฟอร์มของเด็กๆใหม่อย่าง “แม็กซ์ เวสสเต็ปเปน” ที่ห้าวเหลือเกิน

แน่นอนว่าเมื่อแชมป์โลกในยุคๆนึงเลิกขับด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม เชื่อว่าต้องมีคนใหม่ๆหรือเด็กใหม่ๆมาแทนที่ แต่อารมณ์และบรรยากาศก็ไม่เหมือนเดิมกับปีที่แล้วหรือปีก่อนๆแน่นอนครับ