ทำแผนร่างทรงข่มขืนนักศึกษา ขอความเห็นใจ แค่ผสมยาฆ่าหญ้าหนักมือไปหน่อย

ตำรวจคุมตัวร่างทรงหื่นวัย 20 ก่อเหตุเอายาฆ่าแมลงผสมให้นักศึกษาสาว ปี 4 กินจนมึน ก่อนข่มขืนจนเหยื่อเสียชีวิต เจ้าตัวยังขอความเห็นใจ บอกไม่ได้ตั้งใจฆ่า แต่พลาดใส่ยาหนักมือไปหน่อยเท่านั้นเอง

จากกรณีที่พบศพนักศึกษาสาวราชภัฏชั้นปีที่ 4 เสียชีวิตปริศนาบนคันนา ที่ ต.ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตามรวบตัว นายกฤษฎา ใจเอื้อย อายุ 20 ปี หนุ่มร่างทรง เจ้าของสำนักปู่เสือในละแวกที่เกิดเหตุได้ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริงนั้น (อ่านข่าว : รวบแล้ว ! ร่างทรงหนุ่ม ข่มขืนฆ่านักศึกษาสาวราชภัฏ ทิ้งศพบนคันนา)
ล่าสุด วันนี้ (20 มกราคม 2560) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งคอก ได้ควบคุมตัว นายกฤษฎา เจ้าพ่อร่างทรง มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บริเวณทุ่งนาจุดเกิดเหตุ ท่ามกลางชาวบ้านจำนวนกว่า 300 คน ที่มามุงดู พร้อมกับตะโกนสาปแช่งผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ โดยจุดแรก คือ บริเวนป้ายรถเมล์สาย 88 จุดลงรถตู้สายกรุงเทพฯ-ด่านช้าง ซึ่งเป็นจุดที่มารับผู้ตาย ส่วนจุดที่สอง คือ สำนักทรงเจ้า ที่นายกฤษฎาเอายาให้ผู้ตายกินจนมึนเมาและทำการขืนใจหน้าพิธีครอบครู

ส่วนในจุดที่ 3 คือ จุดทิ้งศพกลางทุ่งนาที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร โดยนายกฤษฎาอุ้มร่างผู้ตายใส่กระสอบ และนำขึ้นรถเข็นพ่วงท้ายกับรถจักรยานยนต์ ไปทิ้งศพอำพรางคดี ซึ่งในจุดนี้มีประชาชนมามุงดูเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ใช้เวลาทำแผนในจุดนี้ไม่ถึง 10 นาที ก็รีบนำตัวขึ้นรถตู้ของตำรวจ เนื่องจากประชาชนที่มาดูเหตุการณ์แสดงความไม่พอใจ ตะโกนด่าผู้ต้องหาเป็นระยะ ๆ และพยายามจะเข้ามาทำร้าย ซึ่งตำรวจเกรงว่าเหตุการณ์จะบานปลาย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่กำลังทำแผนอยู่นั้น นายกฤษฎาได้รับสารภาพเพิ่มเติมว่า ตนขอความเห็นใจด้วย เนื่องจากไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าผู้ตายด้วยการวางยา แค่เอายาฆ่าแมลงผสมให้กินเพื่อให้มึนเมาเล็กน้อย หวังให้ไม่มีแรงต่อสู้ขัดขืนเท่านั้น แต่เกิดพลาดใส่ยาหนักมือไปหน่อยเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดจะฆ่าให้ตายตามที่เป็นข่าว ทำให้คนในโลกโซเชียลเข้าใจผิดและโพสต์ด่าทอตนมากมาย

สำหรับประวัติอาชญากรรมพบว่า นายกฤษฎา มีประวัติเคยต้องโทษคดีลักทรัพย์และยาเสพติด ก่อนจะพ้นโทษออกมาและมาเปิดสำนักทรงเจ้าดังกล่าว

สุดแกร่ง หญิงป่วยมะเร็งสมองไม่ท้อ-ขอส่งต่อความหวัง ในทุกก้าวของการวิ่งมาราธอน

ที่สุดของความแข็งแกร่ง หญิงป่วยมะเร็งสมอง ขอท้าทายตัวเองด้วยการร่วมวิ่งมาราธอน 7 วัน ใน 7 ทวีป ขอส่งต่อความหวังและกำลังใจ และระดมเงินทุนหนุนงานวิจัยโรคมะเร็ง

ในขณะที่ใครหลายคนสูญเสียกำลังใจ รู้สึกสิ้นหวังอาลัยในชีวิตเมื่อได้ทราบว่าตัวเองกำลังถูกโรคร้ายบั่นทอนร่างกายทีละน้อย แต่สำหรับ เบ็ธแอนน์ เทลฟอร์ด หญิงชาวอเมริกันวัย 47 ปี ซึ่งกำลังต่อสู้กับโรคมะเร็งสมองอยู่นั้น เธอกลับขอลุกขึ้นมอบความหวังแก่ตัวเองและคนอื่น ๆ แทน

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 ภายหลังจากที่เบ็ธแอนน์ตัดสินใจที่จะขอเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ ด้วยการเข้าร่วมงานแข่งวิ่งมาราธอน 2017 World Marathon Challenge ขอเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน 33 ราย จาก 13 ประเทศทั่วโลก เพื่อออกพิชิตเส้นทาง 23,600 ไมล์ ใน 7 ทวีป กับระยะเวลา 7 วัน

เบ็ธแอนน์ เผยว่า เธอรู้ตัวว่าเป็นโรคมะเร็งสมองตั้งแต่ปี 2548 แม้ว่าเธอจะเคยทำเคมีบำบัดและผ่าตัดสมองมาหลายครั้ง แต่เซลล์มะเร็งในร่างกายของเธอก็ยังคงอยู่ และส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เธอไม่สามารถขับรถได้เพราะตาซ้ายมองไม่เห็น อีกทั้งโรคร้ายยังส่งผลกระทบต่อกระเพาะปัสสาวะของเธอ ทำให้เธอต้องผ่าตัดและมีถุงปัสสาวะเล็ก ๆ ซึ่งต้องคอยดูแลเป็นพิเศษและรักษาความสะอาดระหว่างการแข่งขันครั้งนี้

ทั้งนี้เบ็ธแอนน์ได้เริ่มวิ่งมาราธอนมาตั้งแต่ 15 ปีก่อน และภายหลังจากที่ป่วยเธอก็ยังคงวิ่งมาราธอนเพื่อระดมเงินทุนมาสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งในเด็ก และบริจาคเงินแก่องค์กรไม่แสวงหากำไรที่วิจัยเรื่องโรคมะเร็งสมองในสหรัฐฯ การลงทุนแก่เด็ก ๆ นับเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเธอ เพราะนับตั้งแต่ที่เธอรู้ตัวว่าไม่สามารถมีลูกได้ เธอก็ได้ช่วยรับเลี้ยงเด็ก ๆ จำนวนมาก รวมทั้งพยายามดูแลและมอบความหวังแก่ครอบครัวของเด็กผู้ป่วยมะเร็งอีกหลายร้อยคน

ระหว่างที่วิ่ง เธอมักจะนำภาพของเด็ก ๆ ติดไว้ที่เข็มขัด และสวมรองเท้าที่เด็ก ๆ เป็นผู้ตกแต่งให้ เพราะยามใดก็ตามที่มองลงไป เธอจะรู้ได้ว่าเด็ก ๆ อยู่กับเธอ และช่วยให้สามารถผ่านพ้นทุกอย่างไปได้ ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2548 เธอระดมเงินมาสนับสนุนงานวิจัยได้แล้วไม่ต่ำกว่า 835,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 29 ล้านบาท) แต่หวังว่าการวิ่งมาราธอนในครั้งนี้ จะทำให้ยอดเงินดังกล่าวทะลุหลักล้านได้

แม้เธอจะรู้ตัวดีว่าคงไม่ใช่คนแรกที่เข้าเส้นชัย แต่สำหรับเธอแล้ว การได้ร่วมวิ่งนั้นยิ่งใหญ่กว่าชัยชนะ และนอกจากการระดมเงินแล้ว เธอยังต้องการให้เรื่องของเธอเป็นสื่อกระจาย “ความหวัง” อันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกคน ขณะที่แม้การวิ่งจะดูเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเธอในสายตาคนอื่น แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเธอคือเวลา คือการที่ต้องบอกพ่อแม่ว่าลูกสาวของเขาป่วยเป็นมะเร็งสมอง และไม่มีอะไรเทียบได้กับการผ่านพ้นการทำเคมีบำบัด การผ่าตัดสมอง และแม้แต่ความตาย เธอรู้ตัวว่าเธอสามารถทำมันได้ และมันก็เป็นเพียงอีกก้าวที่เธอนำคนอื่นไปเท่านั้น

สำหรับการแข่งขันมาราธอนในระยะเวลา 7 วัน กับเส้นทางใน 7 ทวีปของเบ็ธแอนน์ จะเริ่มขึ้นในวันที่ 23 มกราคมนี้ โดยเริ่มจาก Union Glacier ในทวีปแอนตาร์กติกา และจะวิ่งผ่านประเทศต่าง ๆ เช่น ชิลี สหรัฐฯ สเปน โมร็อกโก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย

คนนอนน้อยต้องรู้ ! แค่งีบหลับก็ช่วยให้ตื่น สดชื่นยิ่งกว่าดื่มกาแฟ

อาจเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าแค่ร่างกายได้งีบหลับเพียง 15-20 นาที จะช่วยให้อาการง่วงงุนอ่อนเพลียที่เป็นมาเกือบทั้งวันถูกแทนที่ด้วยความสดชื่นตื่นเต็มตาได้ แต่วิธีนี้ช่วยให้สดชื่นได้จริง !

บางครั้งการนอนหลับให้เต็มอิ่มยาวนาน 7-8 ชั่วโมงก็ยังทำให้เราตื่นมาพร้อมกับอาการไม่สดชื่นได้ ยิ่งในวันไหนที่นอนน้อยอาการมึนเบลอยิ่งเล่นงานเราหนักข้อจนเกือบเสียงานเสียการกันไปใหญ่ ซึ่งหากใครกำลังเผชิญกับพลังความอ่อนเพลียอันเนื่องมาจากการอดนอนหรือนอนไม่หลับ ลองงีบกันสักช่วงเวลาสั้น ๆ สิคะ แล้วร่างกายจะรู้สึกสดชื่นตื่นตัวมากขึ้น ทว่าหากใครยังสงสัยว่าแค่งีบหลับจะมีอานุภาพมากขนาดนั้นได้ยังไง เรามีคำตอบมาให้อ่านตรงนี้แล้ว

การงีบหลับในช่วงเวลาสั้น ๆ สามารถปลุกพลังในร่างกายให้เราได้มากกว่า 58% ทั้งนี้ Sara C. Mednick ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนและนักเขียนหนังสือ Take a Nap ! Change Your Life ให้ข้อมูลมาว่า เพียงการงีบหลับสัก 15-20 นาทีในแต่ละครั้ง ก็สามารถรีเซตระบบการทำงานของสมองและช่วยปลุกความตื่นตัวให้ร่างกายได้ทันทีที่ลืมตาตื่น ความง่วงงุนก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง อานุภาพรุนแรงกว่ากินคาเฟอีนเป็นไหน ๆ

ทั้งนี้เหตุผลที่การงีบหลับช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นเหมือนคนได้พักผ่อนเต็มอิ่มอย่างนั้นก็เพราะว่า ก่อนที่ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะอยากงีบหลับ ร่างกายเราจะรู้สึกเหมือนแบตจะหมด หรือเกิดความรู้สึกอ่อนล้าหนักมาก ดังนั้นการผล็อยหลับของเราที่แม้จะเกิดเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็สามารถทำให้ร่างกายหลับสนิทได้ทันทีเหมือนถอดปลั๊ก สมองได้ชัตดาวน์ตัวเองสักพักให้หายเหนื่อยล้า ไม่เหมือนที่เรานอนหลับยาว ๆ ตามปกติ ที่บางคนหัวถึงหมอนแล้วก็ยังนอนกระสับกระส่าย หรือรู้สึกหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืนซึ่งก็เท่ากับว่าร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างสมบูรณ์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การงีบหลับเพื่อปลุกความสดชื่นให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพควรอยู่ในช่วงเวลาระหว่าง 13.00-15.00 น. เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่นาฬิกาชีวิตหรือวงจรการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ต้องการการพักผ่อน ร่างกายและสมองจะมีการตอบสนองช้าลง จึงเหมาะแก่การหลับลึกในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นอย่างดี นอกจากนี้สภาพแวดล้อมที่เราจะงีบสักตื่นก็ควรเป็นที่มืด เงียบสงบ และมีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อช่วยให้เรางีบหลับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อ้อ ! แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรงีบเพลินเกิน 30 นาทีต่อครั้งนะคะ เพราะหากเผลอหลับดิ่งลึกนานไปกว่านั้น อาจตื่นมาพร้อมกับอาการงัวเงียและมึนหัวเป็นที่สุดก็ได้

ปังเว่อร์เลอค่า น้ำตาล ชลิตา ร่วมเดินแฟชั่นชุด Terno จากท็อปดีไซเนอร์ฟิลิปปินส์

ตะลึงทุกสายตา น้ำตาล ชลิตา ส่วนเสน่ห์ ไดัรับเกียรติให้เป็นตัวแทน 1 ใน 20 จากสาวงามทั่วโลก ร่วมเดินแฟชั่นโชว์ในชุด Terno จากดีไซเนอร์ระดับท็อปของฟิลิปฟินส์

ใกล้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2016 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยปีนี้ น้ำตาล ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปีล่าสุด ได้เป็นตัวแทนสาวไทยไปเข้าร่วมประกวด

โดยล่าสุด (15 มกราคม 2560) สื่อต่างประเทศอย่างเว็บไซต์ rappler.com เปิดเผยรายงานว่า ความสวยสง่าของสาวน้ำตาลนั้นเข้าตากรรมการ จนได้รับเกียรติคัดเลือกให้เป็นตัวแทน 1 ใน 20 จากสาวงามผู้เข้าประกวดทั่วโลกทั้งหมดกว่า 80 ประเทศ ร่วมเดินแฟชั่นโชว์ชุด Terno (ชุดเอกลักษณ์การแต่งกายของสุภาพสตรีฟิลิปปินส์ มีจุดเด่นตรงแขนเสื้อทรงยกสูงตรงหัวไหล่คล้ายปีกผีเสื้อ) ซึ่งออกเแบบโดยดีไซเนอร์ชั้นนำของฟิลิปปินส์

ในงานที่จัดขึ้นยังเมืองวีกัน เริ่มตั้งแต่การเดินพาเหรดมาตามท้องถนน ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยช่างภาพจำนวนมาก จากนั้นสาวงามตัวแทนทั้ง 20 ประเทศก็ปรากฏตัวเดินออกมา ก่อนจะขึ้นไปบนเวทีที่แฟชั่นโชว์ โดยสาวน้ำตาลมาในชุด Terno สีขาวประดับไข่มุก 7,107 เม็ด สวยงามสง่าเลอค่าประดุจเจ้าหญิง ซึ่งเป็นผลงานของดีไซเนอร์ ริอาน เฟอร์นานเดซ เรียกได้ว่าโดดเด่นแย่งซีนสุด ๆ น่าภูมิใจแทนคนไทยมาก ๆ

เหมียวแก่ถูกทิ้งขว้างจนขนจับเป็นก้อนหนา ได้มีชีวิตใหม่สุดไฉไล สุขใจจริงเลย

แมวเปอร์เซียแก่วัย 9 ปีถูกเลี้ยงอย่างทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ขยับตัวไปไหนก็ลำบากเพราะขนจับเป็นก้อนหนา ล่าสุดได้รับความช่วยเหลือ ตัดขนสกปรกทิ้งไป มีชีวิตใหม่เรียบร้อยแล้ว

ลุงซินแบด แมวพันธุ์เปอร์เซียเพศผู้สีขาว ถูกพบในห้องใต้ดินของบ้านหลังหนึ่งในรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซินแบดอยู่ในสภาพน่าเวทนามาก เนื่องจากมันถูกปล่อยปละละเลยจนขนจับเป็นก้อนหนา หนักกว่า 2 กิโลกรัม

เรื่องราวของซินแบดถูกเปิดเผยโดยเว็บไซต์เดอะโดโด้เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ซินแบดไม่ใช่แมวจรจัดที่ไหน มันเป็นแมวที่มีเจ้าของ แต่เจ้าของของมันเป็นชายชราอายุมากแล้ว ซึ่งเขาแทบจะไม่มีเวลามาใส่ใจเลี้ยงดูมัน จนนานวันเข้าจึงอยู่ในสภาพเลวร้ายดังกล่าว

เมื่อชายชราผู้เป็นเจ้าของซินแบดไม่สามารถดูแลมันต่อไปไหว เขาตัดสินใจยกมันให้กับกลุ่มดูแลและปกป้องสัตว์ในชิคาโก เพื่อนำไปดูแลและหาเจ้าของใหม่ต่อไป เจ้าหน้าที่จากกลุ่มดูแลฯ ได้นำตัวซินแบดมาที่กลุ่ม พวกเขาได้ช่วยกันตัดขนสกปรกที่จับเป็นก้อนสังกะตังหนาหนักออกให้มัน ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะสำเร็จลุล่วงไปได้
หลังจากได้รับการตัดขน ซินแบดก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อไม่มีขนสกปรกแล้วมันดูราวกับแมวตัวใหม่ สะอาดเอี่ยมอ่องและน่ารักอย่างมาก

“ซินแบดเป็นแมวแก่แล้ว และมันก็ดูอ่อนเพลียมาก ตอนที่ตัดขนออกไปได้มันไม่ชินเลยครับ มันแบกขนหนัก ๆ มานานมาก แข้งขามันอ่อนเปลี้ยไปหมด ต้องใช้เวลาสักพักล่ะครับ กว่ามันจะปรับตัวและเดินได้เป็นปกติ” แบรดลีย์ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของกลุ่มดูแลสัตว์ กล่าว
ในขณะนี้เจ้าซินแบดมีเจ้าของใหม่เรียบร้อยแล้ว เอเลียต แซร์ราโน ตกหลุมรักมันอย่างจังและรับมันไปเลี้ยง และตอนนี้มันมีชีวิตที่ดีมาก “มันน่ารักมากครับ ตอนนี้มันแข็งแรงดีแล้วและก็ร่าเริงทีเดียว ตอนแรกที่มาถึงบ้านผม มันเงียบมาก ไม่ค่อยเล่น ตอนนี้น่ะเหรอ วิ่งเล่นทั่วบ้านเลยครับ แถมยังชอบของเล่นอีกด้วยนะ” เอเลียต กล่าว

ถึงแม้ว่าใบหน้าของซินแบดอาจจะดูไม่แฮปปี้เท่าไร แต่ตอนนี้สามารถบอกได้เลยว่าเจ้าแมวเปอร์เซียชราตัวนี้ มีชีวิตใหม่ที่สดใสและมีความสุขมาก มันได้รับความรักจากคนที่ใส่ใจดูแลมันจริง ๆ แล้ว และที่เห็นได้ชัดก็คือ ซินแบดดูเด็กลงไปเยอะ ดูผ่าน ๆ แล้วเหมือนแมววัยรุ่นเลยทีเดียว

อดีตนักร้องลูกทุ่ง เตรียมเสียสละดวงตาให้ น้องไข่มุก เด็กหญิง 3 ขวบ

อดีตนักร้องชื่อดัง เตรียมเสียสละดวงตาให้น้องไข่มุก เด็กหญิง 3 ขวบ ให้เป็นของขวัญวันเด็กแห่งชาติ รอตรวจร่างกายอีกครั้ง 24 กุมภาพันธ์ 2560

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 นายธานี ฉัตรนภารัตน์ นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ได้ให้นายเกียรติศักดิ์ กีรติดำเกิงสกุล รองนายกเทศมนตรี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำคณะของนางสาวเกษชรินทร์ ตามจะนะ วัย 48 ปี อดีตนักร้องในวงการลูกทุ่ง ลงพื้นที่เยี่ยมเยียน ด.ญ.ธิติญาภัค หรือน้องไข่มุก วัย 3 ขวบ และครอบครัว ซึ่งอดีตนักร้องลูกทุ่งประกาศพร้อมจะเสียสละดวงตาให้ 1 ดวง เพื่อเป็นของขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2560 เนื่องจากตนปฏิบัติธรรมมานาน จึงคิดด้วยจิตกุศลว่าอยากทำบุญครั้งใหญ่สักครั้งในชีวิต

ด้านนางสาวเกษชรินทร์ กล่าวว่า ในอดีต เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ตนเคยโพสต์ลงเฟซบุ๊กว่าจะบริจาคดวงตา แต่ไม่มีการตอบรับใดๆ กระทั่งมาเห็นข่าวน้องไข่มุกทางเฟซบุ๊กและทราบว่าน้องสูญเสียดวงตา จึงโทรศัพท์ติดต่อมาทางเทศบาลทุ่งคอก พร้อมสอบถามรายละเอียดกับเทศบาลว่าน้องไข่มุกสามารถรับบริจาคดวงตาได้หรือไม่ ถ้ารับได้ตนก็จะบริจาคให้หนึ่งข้าง เพื่อน้องไข่มุกจะได้กลับมามองเห็นอีกครั้ง เพราะตนได้ฟังและปฏิบัติธรรมมากว่า 20 ปี จึงมีจิตกุศลอยากทำบุญครั้งยิ่งใหญ่เพื่อน้องและเพื่อใจที่ต้องการทำบุญนี้ด้วย

นางสาวเกษชรินทร์ ระบุด้วยว่า หลังจากทราบว่าน้องไข่มุกอยากกินปีโป้เป็นพิเศษในวันเด็ก ก็ได้จัดซื้อให้เป็นของขวัญแล้ว ส่วนเรื่องการเสียสละดวงตานั้นมีความยินดีและเต็มใจให้ไม่มีเปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นการช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งใน 24 กุมภาพันธ์นี้ จะดำเนินการขั้นตอนรีสแกนน้องไข่มุก ตรวจสภาพร่างกาย จอประสาทตาอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลรามาธิบดี หากเนื้อเยื่อต่างกัน คงยินดีมอบให้คนไข้รายอื่นต่อไป

วันเดียวกัน เว็บข่าวทีนิวส์ รายงานว่า คุณป้าเคียง ป้าของน้องไข่มุก ระบุว่า แพทย์ รพ.รามาธิบดี แจ้งว่า ตาของน้องไข่มุกได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง เส้นเลือดตาและเซลล์ประสาทตาใช้ไม่ได้แล้ว ทางแพทย์นัดผ่าตัดวันที่ 24 ก.พ. เพื่อจะดูเคสว่าดวงตาของน้องไข่มุกมีโอกาสกลับมาเหมือนเดิมได้หรือไม่ เพราะตนเคยพูดคุยว่าหากมีผู้บริจาคดวงตาให้ น้องไข่มุกจะสามารถใช้ได้หรือไม่ ขณะที่ทางคุณหมอให้คำตอบว่าแม้มีผู้บริจาคก็ไม่สามารถใช้ได้เพราะจะต้องแกะเพียงลูกตาดำเข้าไปเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 ก.พ. นี้จะรีสแกนอีกครั้งว่าจะสามารถใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ต้องรอผลกันอีกที หวังให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น

ทั้งนี้หากใครอยากร่วมบริจาคเงินกับน้องไข่มุก สามารถโอนผ่านบัญชีชื่อ “กองทุนช่วยเหลือ ด.ญ.ธิติญาภัค โสภาพล หรือน้องไข่มุก” เลขที่บัญชี 020185823083 ธนาคารออมสิน สาขาทุ่งคอก จ.สุพรรณบุรี

ตำรวจหาดใหญ่ แจงมอเตอร์ไซค์นักเรียนล้มจริง ยันไม่ได้กระชากผม-เข้าใจกันแล้ว

จากกรณีเฟซบุ๊ก ดีเจจุด สงขลา โพสต์ข้อมูลและคลิปเหตุการณ์ ระบุว่า เป็นเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.หาดใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่เกิดกว่าเหตุ กระชากผม นักเรียนหญิงที่พากันขี่จักรยานยนต์ซ้อนสาม จนเป็นเหตุให้ฝ่ายนักเรียนคนหนึ่งตกจากรถ หัวฟาดเสาไฟฟ้าได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณหอนาฬิกาหาดใหญ่ จ.สงขลา

ต่อมา ภาพและคลิปนี้มีชาวโซเชียลแชร์ส่งต่อกันจำนวนมาก จนกลายเป็นประเด็นข่าวขึ้นมา นอกจากนั้น มีชาวเน็ตบางส่วนโพสต์ข้อมูลแย้งว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกับที่เพจดีเจจุด สงขลา เอามาเผยแพร่ พร้อมระบุว่า เรื่องจริงคือนักเรียนหญิงลืมเอาขาตั้งจักรยานยนต์ขึ้น เลยไปเกี่ยวกับฝาท่อแล้วรถล้ม ตำรวจก็เข้าไปช่วย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า แท้ที่จริงแล้วเหตุการณ์เป็นอย่างไรกันแน่ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น [อ่านข่าว : แชร์สนั่น ภาพนักเรียนหญิงขับรถล้ม เลือดอาบหน้า-ข้อมูลสับสน ตำรวจช่วยหรือต้นเหตุ]
ความคืบหน้าล่าสุด ช่วงเที่ยงวันนี้ (16 มกราคม) พ.ต.ท. สิทธิศักดิ์ จันทร์สว่าง สว.จร. สภ.หาดใหญ่ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวกระปุกดอทคอม ว่า หลังเกิดเหตุ ตนเข้าไปตรวจสอบและทราบว่า ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกในการจราจรอยู่บริเวณหน้าหอนาฬิกาหาดใหญ่ได้พบเห็นจักรยานยนต์คันหนึ่งขี่ซ้อนสาม ไม่สวมหมวกกันน็อก และฝ่าไฟแดง จึงเดินออกไปกลางถนนเพื่อเรียกให้จอด แต่ทางน้องคนขี่รถจักรยานยนต์บอกว่าไม่ทันเห็นก็เลยจอดไม่ทัน ส่งผลให้ฝ่ายตำรวจจราจรคนในคลิปคิดว่าจะหลบหนี จึงกางมือเพื่อเรียกให้รถหยุด จากนั้นก็เกิดการเสียหลักและรถล้มจริง

พ.ต.ท. สิทธิศักดิ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในขณะนั้นไม่ใช่การตั้งด่านกวดขันวินัยการจราจร เป็นเพียงการพบความผิดซึ่งหน้าขณะปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวก พร้อมยืนยันว่า ตำรวจผู้ปฏิบัติงานไม่มีทางกระชากผมน้องเด็กนักเรียนหญิงจนล้มตามที่มีผู้เอาไปเขียนเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ล่าสุด ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่กับน้องฝ่ายขี่จักรยานยนต์ก็ได้พูดคุยกันจนเป็นที่เข้าใจแล้ว

ไม่ขำ ! หนุ่มถูกจับส่งฟ้องศาล หลังบอกพ่อเลี้ยงที่เพิ่งเปลี่ยนศาสนาให้ไปกินเบคอน

หนุ่มชาวสก็อตแลนด์ผู้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ถึงพ่อบุญธรรมที่เพิ่งเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม ว่า “ไปกินเบคอนซะ” ถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหา “เหยียดศาสนา” คาดอาจติดคุกยาว

ดีน แมคแอนดรูว์ หนุ่มวัย 28 ปี ชาวเมืองดันดี ประเทศสกอตแลนด์ ถูกนำตัวขึ้นพิจาณาคดีในชั้นศาลที่ศาลฟอร์ทาร์ เชอริฟ หลังโพสต์ข้อความ “อันไม่เหมาะสม เหยียดเชื้อชาติ เหยียดศาสนา” ถึงคริสโตเฟอร์ แมคแอนดรูว์ พ่อบุญธรรมซึ่งเป็นชายผิวสีที่เพิ่งเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม
จากการรายงานของเว็บไซต์เมโทร เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2560 ระบุว่า คริสโตเฟอร์ แมคแอนดรูว ผู้ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามนั้น ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เรียบร้อยแล้ว และในขณะนี้ทุกอย่างกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการทางเอกสาร และในการพูดคุยกันระหว่างครอบครัว ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องราวที่ไม่น่าพึงพอใจเท่าใดนัก โดยดีน ลูกชายบุญธรรมของเขาได้ส่งข้อความหาเขาว่า “ออกไปเลยและไปหาเบคอนกินซะนะ”

ดีน ให้การสารภาพในชั้นศาลและยอมรับความผิดตามข้อกล่าวหาที่ว่า เขียนข้อความอันมีเนื้อหา “หลบหลู่ดูหมิ่นเชื้อชาติและศาสนา” หาพ่อบุญธรรมชาวมุสลิมของเขาในวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมาจริง

ในขณะนี้การพิจารณาคดีของดีนยังไม่จบสิ้น โดยจำเป็นต้องมีการรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมและเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ดูแลคดีของดีนก็กำลังอยู่ในช่วงเขียนสำนวนคดีใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาถูกดำเนินคดีในข้อหาที่ร้ายแรงมากนัก ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะมีการเขียนสำนวนใหม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความสิ่งที่ดีนกระทำเป็นแค่เรื่องเล่น ๆ หากโดยมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและไม่ “ขำ” เลยแม้แต่น้อย

สำหรับคริสโตเฟอร์ผู้เป็นพ่อบุญธรรมนั้น เขาไม่ต้องการให้มีการดำเนินคดีความกับลูกชาย โดยก่อนหน้านี้เขาได้ทำเรื่องยื่นประกันตัวดีนไปแล้ว แต่ไม่มีการรายงานว่าเขาได้ถูกปล่อยตัวหรือไม่ และกำหนดการขึ้นศาลของดีนในครั้งต่อไปคือวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

ไม่ขำ ! หนุ่มถูกจับส่งฟ้องศาล หลังบอกพ่อเลี้ยงที่เพิ่งเปลี่ยนศาสนาให้ไปกินเบคอน

หนุ่มชาวสก็อตแลนด์ผู้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ถึงพ่อบุญธรรมที่เพิ่งเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม ว่า “ไปกินเบคอนซะ” ถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหา “เหยียดศาสนา” คาดอาจติดคุกยาว

ดีน แมคแอนดรูว์ หนุ่มวัย 28 ปี ชาวเมืองดันดี ประเทศสกอตแลนด์ ถูกนำตัวขึ้นพิจาณาคดีในชั้นศาลที่ศาลฟอร์ทาร์ เชอริฟ หลังโพสต์ข้อความ “อันไม่เหมาะสม เหยียดเชื้อชาติ เหยียดศาสนา” ถึงคริสโตเฟอร์ แมคแอนดรูว์ พ่อบุญธรรมซึ่งเป็นชายผิวสีที่เพิ่งเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม
จากการรายงานของเว็บไซต์เมโทร เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2560 ระบุว่า คริสโตเฟอร์ แมคแอนดรูว ผู้ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามนั้น ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เรียบร้อยแล้ว และในขณะนี้ทุกอย่างกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการทางเอกสาร และในการพูดคุยกันระหว่างครอบครัว ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องราวที่ไม่น่าพึงพอใจเท่าใดนัก โดยดีน ลูกชายบุญธรรมของเขาได้ส่งข้อความหาเขาว่า “ออกไปเลยและไปหาเบคอนกินซะนะ”

ดีน ให้การสารภาพในชั้นศาลและยอมรับความผิดตามข้อกล่าวหาที่ว่า เขียนข้อความอันมีเนื้อหา “หลบหลู่ดูหมิ่นเชื้อชาติและศาสนา” หาพ่อบุญธรรมชาวมุสลิมของเขาในวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมาจริง

ในขณะนี้การพิจารณาคดีของดีนยังไม่จบสิ้น โดยจำเป็นต้องมีการรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมและเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ดูแลคดีของดีนก็กำลังอยู่ในช่วงเขียนสำนวนคดีใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาถูกดำเนินคดีในข้อหาที่ร้ายแรงมากนัก ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะมีการเขียนสำนวนใหม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความสิ่งที่ดีนกระทำเป็นแค่เรื่องเล่น ๆ หากโดยมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและไม่ “ขำ” เลยแม้แต่น้อย

สำหรับคริสโตเฟอร์ผู้เป็นพ่อบุญธรรมนั้น เขาไม่ต้องการให้มีการดำเนินคดีความกับลูกชาย โดยก่อนหน้านี้เขาได้ทำเรื่องยื่นประกันตัวดีนไปแล้ว แต่ไม่มีการรายงานว่าเขาได้ถูกปล่อยตัวหรือไม่ และกำหนดการขึ้นศาลของดีนในครั้งต่อไปคือวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม “คดีครูแพะ” ทำไมเธอถึงติดคุก

เปิดคำพิพากษาคดี “ครูแพะติดคุกฟรี” ฉบับเต็ม ๆ เผยรายละเอียดจากพยานระบุชัด คนขับชนเป็นผู้ชาย

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2560ได้มีการเผยแพร่รายละเอียดบันทึกคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูวัย 54 ปี ต้องโทษจำคุกในคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน
รายละเอียดคำพิพาษามีดังนี้

เรื่อง ความผิดต่อชีวิต ประมาท ความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก
ระหว่าง พนักงานอัยการศาลฎีกา โจทก์ กับ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร ไปตามทางเดินรถถนนสายธาตุน้อย-นาเหนือ จากทางบ้านธาตุน้อยมุ่งหน้าไปทางบ้านนาเหนือ ถึงที่เกิดเหตุบริเวณบ้านสร้างเม็ก ซึ่งมีเครื่องหมายจราจรแบ่งทางเดินรถออกเป็นสองทางสำหรับรถเดินขึ้นทางหนึ่งล่องทางหนึ่ง ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์

กล่าวคือ ขณะนั้นนอกจากทัศนวิสัยในการขับขี่ไม่ดีมองเห็นได้ในระยะใกล้กันเท่านั้น จำเลยต้องไม่รับรถคันดังกล่าวด้วยความเร็วสูงเกินสมควรจนไม่สามารถหยุดรถได้ทัน หรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะขับรถหลบหลีไม่ชนรถคันอื่นที่กีดขวางอยู่ข้างหน้าได้ทัน และในการที่จำเลยจะขับรถแซงหน้าขึ้นรถจักรยานยนต์ซึ่งมีผู้มีชื่อขับแล่นอยู่ในช่องเดินรถเดียวกับจำเลย จำเลยควรใช้ความระมัดระวังในการขับรถดังกล่าวด้วยการชะลอความเร็วรถให้ช้าลง และเมื่อเห็นว่าทางเดินรถข้างหน้าปลอดภัยเพียงพอและไม่มีรถอื่นสวนทางมา จึงค่อยขับรถแซงหน้าขึ้นไป

ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น ซึ่งจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ จำเลยกลับขับรถดังกล่าวสูงเกินสมควร โดยไม่ชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะหยุดรถได้ทัน หรือขับรถหลบหลีไม่ให้ชนรถคันอื่นได้ และได้ขับแซงขึ้นหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้มีชื่อซึ่งแล่นอยู่ข้างหน้าทางเดินรถของจำเลยล้ำเส้นแบ่งครึ่งของถนนเข้าไปในช่วงเดินรถสวนกัน ซึ่งในขณะนั้นมีนายเหลือ พ่อบำรุง ขี่รถจักรยานสองล้อสวนมาในช่องเดินรถสวน เป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยขับชนรถจักรยานสองล้อคันที่นายเหลือขี่สวนทางมา ทำให้รถจักรยานสองล้อดังกล่าวได้รับความเสียหาย นายเหลือถึงแก่ความตาย

เมื่อจำเลยขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของบุคคลอื่นแล้ว จำเลยไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร และไม่ไปแสดงตัวตนและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที เหตุเกิดที่ตำบลทางลาด อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 47, 78 157, 160